The Night Eats the World (2018): เมื่อความเหงาและเสียงความเงียบ น่ากลัวยิ่งกว่าฝูงซอมบี้คลั่ง
ในปี 2018 ท่ามกลางกระแสภาพยนตร์ซอมบี้กระแสหลักที่เน้นการวิ่งหนีอุตลุดและฉากแอ็กชันยิงถล่มทลาย ภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง “The Night Eats the World” (หรือชื่อภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิม La nuit a dévoré le monde) ผลงานการกำกับของ Dominique Rocher ได้สร้างความแปลกใหม่และเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโส ผมขอจำกัดความเรื่องนี้ว่าเป็น “A Minimalist, Claustrophobic, and Deeply Atmospheric Psychological Zombie Thriller” หนังเรื่องนี้ไม่ได้พึ่งพาฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ฉลาดมากในการเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการวิ่งหนีเอาชีวิตรอด มาเป็นการสำรวจ “จิตวิทยาของมนุษย์ยามต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวขั้นสุด” นี่คือ Deep Recommendation สำหรับผู้ที่โหยหาภาพยนตร์ซอมบี้รสชาติแปลกใหม่ ที่เน้นบรรยากาศความตึงเครียด นุ่มลึก และการเผชิญหน้ากับความอ้างว้างสไตล์เดียวกับ I Am Legend เวอร์ชันมินิมอล หรือ 28 Days Later ในมุมมองที่สงบเงียบกว่า
เรื่องย่อฉบับเข้มข้น: ตื่นมาในปารีสที่ไร้ผู้คน กับกรงขังคอนกรีตที่ต้องรอดให้ได้คนเดียว
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายเมื่อ “แซม” (รับบทโดย แอนเดอร์ส ดาเนียลเซน ลี) นักดนตรีหนุ่มมาดเซอร์เดินทางไปที่อพาร์ตเมนต์ของแฟนเก่ากลางกรุงปารีสเพื่อเก็บของส่วนตัว ท่ามกลางปาร์ตี้ที่วุ่นวายและเสียงดนตรีอึกทึก แซมได้เผลอหลับไปในห้องทำงานเล็กๆ ทว่าเมื่อเขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขากลับพบว่าอพาร์ตเมนต์ทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงัน ร่องรอยของเลือดและข้าวของกระจัดกระจายบ่งบอกถึงเหตุวินาศสันตาโร และเมื่อเขาชะโงกหน้าออกไปดูที่หน้าต่าง เขาก็ต้องช็อกสุดขีดเมื่อพบว่าท้องถนนของกรุงปารีสเต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อ หรือ “ซอมบี้” ที่กระหายเลือดและวิ่งด้วยความเร็วสูง
เมื่อตระหนักได้ว่าเมืองทั้งเมืองล่มสลายไปในชั่วข้ามคืน และไม่มีการช่วยเหลือใดๆ มาถึง แซมจึงเลือกที่จะขังตัวเองอยู่ภายในอพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่แห่งนี้ เขาเริ่มวางแผนการเอาชีวิตรอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสำรวจปันส่วนอาหารในแต่ละห้องพัก การกักเก็บน้ำฝน ไปจนถึงการสร้างความบันเทิงให้ตัวเองด้วยเครื่องดนตรีที่มี ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์และหลายเดือน ศัตรูที่แท้จริงของแซมกลับไม่ใช่ฝูงซอมบี้ที่รุมล้อมอยู่ด้านล่าง แต่เป็น “ความโดดเดี่ยว” ที่เริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขา นำพาไปสู่ภาพหลอน และคำถามที่ว่า การมีชีวิตรอดอยู่ในโลกที่ตายไปแล้วนั้น มีความหมายจริงๆ หรือไม่?
ทำไม The Night Eats the World (2018) ถึงเป็นภาพยนตร์ซอมบี้ทางเลือกที่ตราตรึงใจ?
- การนำเสนอซอมบี้สายพันธุ์ ‘เงียบเฉียบ’: หนึ่งในจุดเด่นที่น่าชื่นชมคือดีไซน์ของซอมบี้ในเรื่องนี้ พวกมันไม่ส่งเสียงร้องคำราม ไม่มีเสียงขู่ฟู่ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง ความเงียบของพวกมันทำให้บรรยากาศของหนังสยองขวัญขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะผู้ชมไม่มีทางรู้เลยว่าพวกมันจะโผล่มาจากมุมมืดตอนไหน
- การแสดงอันทรงพลังของ Anders Danielsen Lie: หนังเรื่องนี้แทบจะเป็นการแสดงเดี่ยวของแอนเดอร์ส (นักแสดงชื่อดังจาก The Worst Person in the World) เขาสามารถถ่ายทอดสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ที่ค่อยๆ แตกสลายจากความเหงา ความกลัว และความพยายามที่จะยึดโยงอยู่กับความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร้ที่ติ ฉากที่เขาพยายามสร้างมิตรภาพกับซอมบี้ที่ติดอยู่ในลิฟต์ (รับบทโดย เดนิส ลาวองต์) เป็นทั้งฉากที่ตลกร้ายและซาบซึ้งในเวลาเดียวกัน
- การใช้พื้นที่อพาร์ตเมนต์เป็นตัวแทนของจิตใจ: ผู้กำกับใช้โครงสร้างของตึกคอนกรีตมาเป็นสัญลักษณ์แทนกรงขังในใจของแซม การขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อมองดูความล่มสลายของปารีสตัดกับความปลอดภัยปลอมๆ ข้างในห้อง ช่วยขับเน้นธีมเรื่องของการติดหล่มและไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงได้อย่างเฉียบคม
“The Night Eats the World คือบทเรียนดรามาภายใต้คราบหนังสยองขวัญ… มันบอกเราว่ามนุษย์เราอาจจะมีสัญชาตญาณในการหาอาหารและน้ำเพื่อประทังชีวิตให้รอดพ้นจากภัยอันตรายภายนอกได้ ทว่าหากปราศจากการปฏิสัมพันธ์ ความรัก และเสียงของมนุษย์ด้วยกันแล้ว ร่างกายที่ยังหายใจอยู่ก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับร่างที่ไร้วิญญาณของฝูงซอมบี้ด้านนอกนั้นเลย”